มูลนิธิพร รัตนสุวรรณ
มูลนิธิพร รัตนสุวรรณ ได้ใช้ชื่อของอาจารย์พร รัตนสุวรรณ เป็นชื่อของ มูลนิธิ เดิมชื่อ มูลนิธิส่งเสริมการสอนพระพุทธศาสนาของเยาวชน ตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 เมื่ออาจารย์พร เสียชีวิต ก็เปลี่ยนชื่อ มาเป็น มูลนิธิพร รัตนสุวรรณ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ และสีบทอดเจตนารมย์ของอาจารย์ ประการสำคัญคือ ให้มูลนิธิทำงานแทนอาจารย์พร ประหนึ่งอาจารย์ยังมีชีวิตเพื่อจะได้เข้าใจงานของมูลนิธิ ฯ จึงขอนำเสนอภูมิหลังของผู้ก่อตั้งโดยสังเขป...อาจารย์ พร รัตนสุวรรณ เกิดที่จังหวัดอุตรดิตถ์ บวชเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก มาเรียนหนังสือและบวชเป็นพระภิกษุ อยู่ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ศึกษาภาษาบาลี สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค โดยมุ่งจะให้สามารถอ่านพระไตรปิฎกได้ ในระหว่างที่เป็นพระภิกษุได้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง โดยใช้เวลาถึง 4 ปี และลงมือปฏิบัติวิปัสสนาในหลายที่หลายแห่งอย่างต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง ภายหลังต้องลาสิกขาเพราะป่วยเป็นวัณโรค และท้ายที่สุดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้เชิญมาเป็นอาจารย์สอนวิชาธรรมประยุกต์ คือการสอนสมาธิวิปัสสนา
อาจารย์ถึงแก่กรรมเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 สิริรวมอายุได้ 74 ตลอดชีวิตอาจารย์พร ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นนอกจากงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา เป็นเวลานับสิบปี งานของอาจารย์ (ซึ่งคืองานของมูลนิธิ) มีอยู่มากมาย แยกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. การฝึกตนเองและการฝึกผู้อื่น
1.1 ศึกษาคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งปริยัติและปฏิบัติ โดยฉพาะอย่างยิ่งทางปฏิบัตินั้น อาจารย์สนใจตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร และเป็นพระภิกษุ
1.2 ก่อตั้งสำนักธรรมวิจัย บรรยายธรรม สอนสมาธิวิปัสสนาในวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ มีผู้คนจำนวนมาก ทั้งฆราวาส และพระภิกษุสงฆ์ นิสิต นักศึกษา และนักเรียนให้ความสนใจ
2. การจัดสถานที่ฝึกคน ซึ่งเป็นงานหลักที่มีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาคน ต้องมีสถานที่อำนวยความสะดวกในการฝึกคน "มนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะการฝึก มนุษย์นั้นถ้าไม่ฝึก หาประเสริฐไม่" อาจารย์พร เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มาก ได้จัดสถานที่ฝึกอบรมไว้ 3 แห่ง คือ
2.1 ที่สำนักค้นคว้าทางวิญญาณ บางลำพู เป็นอาคารอเนกประสงค์ ที่พักอาศัยและที่ตั้งโรงพิมพ์ "วิญญาณ" ออกหนังสือพิมพ์ วิญญาณ (วารสารรายเดือน มีสมาชิกประมาณ 4,000 คน) เป็นการใช้สื่อสังคมเพื่อการเผยแพร่ธรรมะในสมัยเมื่อ 40 ปีก่อน และอาคารใช้เป็นสำนักงานสำหรับคณะผู้ตรวจชำระ พระธรรมศัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
2.2 ที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ (รายละเอียดตอนท้าย)
2.3 อาคารปฏิบัติธรรรม มูลนิธิพร รัตนสุวรรณ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี บนพื้นที่ 6 ไร่เศษ บริจาคให้มูลนิธิพรฯ โดยอาจารย์ทัศนีย์ บุรุษพัฒน์ มูลนิธิได้ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีห้องประชุมใหญ่ ขนาด 100 คน พร้อมเครื่องปรับอากาศและเครื่องอำนวยความสะดวกในการอบรม ที่พักสำหรับผู้เข้าอบรม หรือปฏิบัติธรรมด้วย
3. การผลิตเอกสาร เพื่อเผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมจำนวนมาก เช่น คู่มือฝึกอานาปานสติ พุทธวิทยา พระรัตนตรัย สุขภาพจิต ฯลฯ และที่สำคัญมีคุณค่าแก่การใช้ศึกษาธรรมพระพุทธศาสนาคือ การเป็นผู้นำในการตรวจชำระพระธรรมคัมภีร์อรรถกถา-ฎีกา จำนวน 108 เล่ม แล้วพิมพ์เล่มละ 1,000 ชุด แจกจ่ายไปยังมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ศึกษาด้านพระพุทธศาสนา
อาคารปฏิบัติธรรม อ.สามโคก
อาจารย์ทัศนีย์ บุรุษพัฒน์
อ.พร ถวายชำระพระธรรมคัมภีร์
สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศ
ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อำเคอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
แคมป์สน อันเป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาศาสนา เป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 400 กม. สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 750 เมตร เป็นถิ่นป่าสนเมืองหนาว อากาศเย็น ในอตีตเมื่อผ่านถนนสายหล่มสัก - พิษณุโลก ตัดผ่าน จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ได้จับจองที่ดินบริเวณนี้ พื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ ต่อมาที่ดินผืนนี้ตกเป็นของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ชาวบ้านได้เข้าถือครองและแผ้วถางเพื่อปลูกกะหล่ำปลี ข้าวโพด และพืชผักอื่น ๆ บางพวกเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ฯลฯ จนที่ดินที่เป็นป่าส่วนใหญ่มีสภาพโล่งเตียน หน้าดินถูกทำลาย เกิดความแห้งแล้งทั่วไป ในปี 2518 อาจารย์พร รัตนสุวรรณ ได้ซื้อสิทธิ์ในที่ดินจากชาวบ้านที่ได้เข้ามาทำกินในที่ดินของกรมธนารักษ์นั้น และขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ในนามจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทำการพัฒนาเรื่อยมา เพื่อให้เป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระนิสิต พระสงฆ์ ฆราวาส เด็ก และเยาวชน โดยใช้เวลากว่ายี่สิบปี ในการปลูกป่า และการพื้นฟูสภาพป่า การติดตั้งสาธารณูปโภค ทำถนนหนทาง การติดตั้งไฟฟ้า การขุดสระน้ำ การก่อสร้าง และปรับปรุงอาคาร ฯลฯ เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นสถานที่พัฒนาคน
สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ในศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน
"ณ ผืนดินอันเป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาศาสนานี้ บรรดาปู่สน น้องสน ลูกสน ตลอดจนเม็ดกรวดทราย ย่อมเป็นพยานได้ว่า เกือบไม่มีจุดไหนที่รอยเท้าอาจารยพรไม่เคยเหยียบและย่ำ ไม่มีเม็ดดินยอดไม้ใบหญ้าใด ๆ ที่ไม่ได้รองรับหยาดเหงื่อของอาจารย์พร วันแล้ววันเล่า ตลอดเวลา 18 ปี เพื่องานของ มหาจุฬาๆ..."
อนุสรณ์อาจารย์พร
สร้างสถูปศาลาสถาพร
สิ้นสำเนียงเสียงธรรมเคยสดับ
มวลศิษย์สร้างร่างเหมือนเตือนวิญญาณ
สร้างคัมภีร์พระชินวร ก่อนรอนราญ
ท่านล่วงลับดับจิตปลิดสังขาร
เพื่ออาสาสืบสานงานต่อไป